ผู้เขียน หัวข้อ: ทัศนาเมืองราชบุรี : วัดเขาวัง  (อ่าน 1884 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Great_user

  • PR ประจำหมู่บ้าน
  • **
  • กระทู้: 1,292
  • ผมเป็นคนเล่นของครับ
สวัสดีครับ

ดึกดื่นคืนค่ำเพิ่งจะตั้งกระทู้ ........ ภาพที่ลงให้ชมเป็นพระอารามหลวงแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี คือ วัดเขาวังครับ
รายงานข่าวคราวที่น่าสนใจ 
ไปที่ไหนก็มีรูปมาฝาก 
นี่คืองานของผม ^_^

ออฟไลน์ Great_user

  • PR ประจำหมู่บ้าน
  • **
  • กระทู้: 1,292
  • ผมเป็นคนเล่นของครับ
Re: ทัศนาเมืองราชบุรี : วัดเขาวัง
« ตอบ #1 เมื่อ: 2012-06-01, 00:32:06 »
วัดเขาวัง เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนยอดเขาวังซึ่งเป็นภูเขาลูกย่อม ๆ มีขนาดสูงเพียง 47 เมตรเท่านั้น    อยู่ห่างจากตัวเมืองราชบุรีไปทางทิศตะวันตกตามถนนสายเพชรเกษมประมาณ 3 กิโลเมตร มีถนนรถยนต์จากเชิงเขาขึ้นไปได้สะดวกจนถึงยอดเขา เป็นอารามที่ร่มรื่นเย็นสบาย เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวราชบุรีโดยทั่วไป เพราะว่าเมื่อขึ้นมาสู่วัดเขาวังซึ่งอยู่บนยอดเขาแล้ว ลมจะพัดมาทั้ง 4 ทิศ สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันสวยงามของภูเขาน้อยใหญ่และตัวเมืองราชบุรีได้เป็นอย่างดีอีกด้วย วัดเขาวังเป็นวัดฝ่ายมหานิกายมาโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มสร้างวัดมาจนถึงทุกวันนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 2012-06-01, 00:38:04 โดย Great_user »
รายงานข่าวคราวที่น่าสนใจ 
ไปที่ไหนก็มีรูปมาฝาก 
นี่คืองานของผม ^_^

ออฟไลน์ Great_user

  • PR ประจำหมู่บ้าน
  • **
  • กระทู้: 1,292
  • ผมเป็นคนเล่นของครับ
Re: ทัศนาเมืองราชบุรี : วัดเขาวัง
« ตอบ #2 เมื่อ: 2012-06-01, 00:36:40 »
สำหรับภาพบรรยากาศภายในวัดฝีมือการถ่ายของผม และคำบรรยายประกอบ...เอาไว้พบกันคราวหน้าครับ  :yoyo-emoticon-2-005:

ขออภัยด้วยครับ เพราะ :yoyo-emoticon-1-045: แล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 2012-06-01, 23:36:37 โดย Great_user »
รายงานข่าวคราวที่น่าสนใจ 
ไปที่ไหนก็มีรูปมาฝาก 
นี่คืองานของผม ^_^

ออฟไลน์ Great_user

  • PR ประจำหมู่บ้าน
  • **
  • กระทู้: 1,292
  • ผมเป็นคนเล่นของครับ
Re: ทัศนาเมืองราชบุรี : วัดเขาวัง
« ตอบ #3 เมื่อ: 2012-06-05, 21:49:15 »
ลงภาพและข้อมูลต่อ หลังหายไปนาน

ประวัติความเป็นมาของวัดเขาวัง(เที่ยวนี้ขอคัดลอกนะครับ)

http://www.watkhaowang.com/index.php?op=staticcontent&id=1845

สถานที่ตั้งของวัดเขาวังนี้ เดิมเรียกว่า “ เขาวัง ” ที่เรียกว่าเขาวังก็เพราะเป็นสถานที่ตั้งพระราชวังมาก่อน แต่ก่อนที่จะเรียกว่า เขาวัง นั้น ภูเขาลูกนี้มีชื่อว่า เขาสัตตนาถ มาก่อน สาเหตุที่เรียกว่าเขาสัตตนาถ เพราะเขานี้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้อยใหญ่นานาชนิด เช่น เก้ง กวาง ลิง ค่าง เป็นอาทิ และทางราชการได้ประกาศห้ามมิให้ผู้ใดมาทำร้ายหรือเบียดเบียนสัตว์เหล่านี้ สัตว์ทั้งหลายจึงได้พึ่งพาภูเขาลูกนี้อยู่ด้วยความปลอดภัยและร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

เมืองราชบุรีนี้มีพระราชวังอยู่ ๒ แห่ง คือ พระราชวังริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง พระราชวังอยู่บนเขาอีกแห่งหนึ่ง พระราชวังทั้ง ๒ แห่งนี้สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๕

มูลเหตุที่จะสร้างพระราชวังขึ้นที่เมืองราชบุรีนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ในหนังสือประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖ ว่าเกิดแต่รัฐบาลประสงค์จะทำนุบำรุงหัวเมืองทางฝ่ายตะวันตกให้เจริญขึ้น จึงได้ทำการขุดคลองภาษีเจริญและขุดคลองดำเนินสะดวกในตอนปลายสมัยรัชกาลที่ ๔     ต่อมาในรัชกาลที่ ๕ ทางไปมาค้าขายในระหว่างเมืองราชบุรีกับกรุงเทพ ฯ สะดวกขึ้น สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการอยู่ในสมัยนั้น ได้ไปยังเมืองราชบุรีอยู่บ่อยครั้ง    และเห็นว่าชัยภูมิของเมืองราชบุรีนี้เป็นสถานที่ควรเสด็จประพาส    ด้วยเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์และสะดวกในการเสด็จพระราชดำเนินกว่าที่จะเสด็จประพาสเมืองเพชรบุรี     และด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ จึงได้มีรับสั่งโปรดให้สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ และเจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี ซึ่งเคยอำนวยการสร้างพระนครคีรีมาด้วยกัน ให้สร้างพระราชวังขึ้นที่เมืองราชบุรีนี้อีกแห่งหนึ่ง

พระราชวังริมน้ำ สร้างตรงที่พลับพลาเดิม ( พลับพลานี้สร้างสำหรับเป็นที่ประทับในเวลาเสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยประทับครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ )   ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัว อยู่ทางฝั่งตะวันตกตรงข้ามกับตัวเมืองราชบุรี ได้ก่อกำแพงล้อมรอบและสร้างพระที่นั่งทำเป็นตึกหลังใหญ่ อยู่กลางสวนหลังหนึ่ง แต่ยังสร้างไม่เสร็จ ครั้นเมื่อได้จัดตั้งกองทหารขึ้น ทรงเห็นความจำเป็นในทางทหารมากกว่าพระองค์ จึงโปรดให้ใช้เป็นโรงทหารอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งทางทหารได้จัดสร้างที่ขึ้นใหม่ และย้ายไปอยู่ ณ ที่ซึ่งสร้างขึ้นใหม่นั้นแล้ว จึงพระราชทานพระราชวังนี้ให้แก่ตำรวจต่อไป และปรากฏว่าทางตำรวจได้ใช้เป็นสถานีตำรวจภูธรประจำจังหวัดราชบุรีเรื่อยมาจวบจนปัจจุบันนี้

พระราชวังบนเขาสัตตนาถ สร้างขึ้นบนภูเขาสัตตนาถหรือที่ชาวเมืองราชบุรีเรียกกันเป็นสามัญว่า เขาวัง เป็นภูเขาลูกย่อม ๆ มีขนาดสูงเพียง ๕๗ เมตรเท่านั้น อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๓ กิโลเมตร มีถนนรถยนต์และเดินไปได้สะดวกจนถึงเชิงเขา บริเวณด้านทิศตะวันตกข้างเขาสัตตนาถนี้ยังมีภูเขาแดงจันทร์   (ในปัจจุบันนี้เรียกว่า เขาแก่นจันทร์ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัตน์จตุรทิศ ซึ่งเป็นพระสี่มุมเมืองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน) อีกลูกหนึ่ง

พระราชวังบนเขาสัตตนาถนี้เป็นพระราชวังขนาดเล็ก ไม่ใหญ่โตเหมือนอย่างพระราชวังบนยอดเขามหาสวรรค์เมืองเพชรบุรี และก็ไม่ปรากฏว่าได้รับพระราชทานนามอย่างใดไว้ ชาวเมืองราชบุรีคงเรียกกันแต่เพียง “ เขาวัง ” มาจนกระทั่งทุกวันนี้ เหตุที่จะสร้างพระราชวังนี้ขึ้น ก็เนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จไปประพาสบนยอดเขานี้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔ ทรงพอพระราชหฤทัยและทรงพระราชดำริว่า เขาสัตตนาถประกอบด้วยเขาน้อยใหญ่อยู่ข้าง ๆ อีกหลายลูก ถ้าได้สร้างพระราชวังและตำหนักเจ้านายขึ้น คงเป็นที่พักตากอากาศได้ดีแห่งหนึ่ง จึงโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ดำเนินการจัดสร้างพระราชวังขึ้นบนยอดเขา สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้มอบหมายให้พระยาเพชรบุรี ซึ่งเคยเป็นนายงานสร้างพระนครคีรีที่จังหวัดเพชรบุรีมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๔ เป็นแม่กองสร้างพระราชวังบนเขาสัตตนาถอีก การรื้อทะลายเขาเพื่อปราบให้เป็นที่ราบเรียบเมื่อครั้งสร้างพระนครคีรีในรัชกาลที่ ๔ ต้องใช้ทุบต่อยเอาด้วยพะเนินเหล็ก เพราะเนื่องจากในเวลานั้นยังไม่รู้จักใช้ดินระเบิด ในรัชกาลที่ ๕ มีผู้นำดินระเบิดมาใช้ในประเทศไทยแล้ว เพราะฉะนั้นจึงใช้ดินระเบิดทำการระเบิดทะลายยอดเขาลง เพื่อความสะดวกในการทุบปราบพื้นที่ให้เรียบอันจะได้ทำการก่อสร้างพระราชวังและด้วยการใช้ระเบิดทะลายเขาเพื่อปราบพื้นที่นี้    จึงสามารถทำการก่อสร้างพระราชวังได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก แต่ด้วยกำลังแรงของดินที่ได้ระเบิด ได้ทะลายยอดเขาราบลงไปต่ำกว่าระดับเดิมถึง ๙ เมตร

ในการสร้างพระราชวังครั้งนั้น ได้ทำทางขึ้นเป็นสองทาง อ้อมขึ้นไปรอบเขา รถยนต์สามารถขึ้นไปได้ทางหนึ่ง และมีทางตรงเป็นทางเดินเท้าต่อขึ้นไปจนถึงหน้าท้องพระโรงอีกทางหนึ่ง ที่เชิงเขาด้านตะวันออกมีโรงทหารรักษาพระองค์ ๑ โรง   และด้านพลับพลาเชิงเขามีโรงรถโรงม้า ตรงทางสองแพร่งมีกระโจมสำหรับทหารยาม ต่อขึ้นไปมีโรงทหารมหาดเล็กสร้างเป็นแถวยาวหลังหนึ่ง เหนือขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งมีทิมดาบตำรวจอยู่ตรงหน้าท้องพระโรง มีกำแพงแก้วล้อมรอบ ถัดมาก็เป็นท้องพระโรง ต่อจากท้องพระโรงเข้าไปก็เป็นพระที่นั่ง ต่อไปข้างหลังเป็นห้องเครื่องเสวยและเป็นที่สำหรับพวกโขนอยู่

บนเขาสัตตนาถเดิมมีวัดอยู่วัดหนึ่ง แต่เป็นวัดร้างมานานแล้ว ในวัดนี้มีพระเจดีย์องค์หนึ่งกับวิหารพระนอนย่อม ๆ ไม่ใหญ่โตนักหลังหนึ่ง โบสถ์กับศาลาอีกอย่างละหลังอยู่ตรงเชิงเขาด้านทิศตะวันออก

วัดนี้สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๐   โดยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงโปรดให้ยกกระบัตรเมืองราชบุรีเป็นผู้อำนวยการสร้าง เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการที่พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกกองทัพมาตีกองทัพพม่าเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๘   ณ ตำบลเขาช่องพราน ตำบลเขาชะงุ้ม ตำบลนางแก้ว อำเภอโพธาราม โดยยกทัพผ่านมาทางตัวเมืองราชบุรี แล้วตั้งค่ายมั่นอยู่ ณ หมู่บ้านโคกกระต่าย ตำบลธรรมเสน ยกทัพเข้าล้อมค่ายพม่าทางเขาช่องพราน คอยตัดกองลำเลียงเสบียงอาหาร ช้าง ม้า ของพม่า จนพม่าอดอยากเกิดการระส่ำระส่าย จึงยกกองทัพเขาตีจนพม่าแตกพ่ายและจับเชลยศึกพร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ได้โดยมากมาย ทำให้พม่าเข็ดหลาบไม่กล้าที่จะยกทัพมารุกรานประเทศไทยอีกเลย พระองค์โปรดเกล้าพระราชทานนามวัดนี้ว่า “วัดเขาสัตตนาถ”

สาเหตุที่ทำให้เรียกชื่อเขาสัตตนาถนั้น เพราะที่เขาสัตตนาถนี้ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้อยใหญ่นานาชนิดมี เก้ง กวาง ลิง ค่าง เป็นต้น และทางราชการได้มีประกาศห้ามมิให้ผู้ใดมาทำร้าย หรือเบียดเบียนสัตว์เหล่านี้ สัตว์ทั้งหลายจึงได้พึ่งพาอาศัยภูเขาลูกนี้อยู่ด้วยความปลอดภัยและร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์จะสร้าง พระราชวังขึ้นบนเขาสัตตนาถแห่งนี้ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงได้ทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ผาติกรรมที่ธรณีสงฆ์ของวัดเขาสัตตนาถ โดยได้ให้ฝ่ายนายช่างหลวงดำเนินการก่อสร้างวัดแห่งใหม่ขึ้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลอง บริเวณหน้าเมือง และได้ทรงพระราชทานนามวัดที่สร้างขึ้นใหม่นี้ว่าวัดสัตตนารถปริวัตร

พระราชวังบนเขาสัตตนาถนี้ มีประวัติที่ควรทราบบางประการ คือ เคยเป็นที่รับราชทูตโปรตุเกสครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๒๐ การที่ทรงรับรองแขกเมืองที่นี่ ก็เนื่องจากราชทูตโปรตุเกสเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ในระหว่างเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับเป็นปฐมฤกษ์และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน กราบบังคมทูลว่า ขอให้เสด็จออกรับราชทูตโปรตุเกสที่พระราชวังบนเขาสัตตนาถนี้ เพื่อจะได้เป็นเกียรติยศ เหมือนอย่างเมื่อครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จออกรับราชทูตฝรั่งเศส ณ พระราชวังเมืองลพบุรีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำริเห็นว่า พระราชวังที่สร้างใหม่ขึ้นนี้พอจะรับแขกเมืองได้เนื่องจากท้องพระโรงก็ใหญ่โตกว่าพระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาทที่เมืองลพบุรี จึงได้โปรดให้เตรียมการที่จะรับราชทูตโปรตุเกสให้เต็มตำรา เหมือนอย่างที่เคยได้รับแขกเมืองครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทุกประการ

น่าเสียดายที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาประทับที่พระราชวังแห่งนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือ เมื่อคราวเสด็จกลับจากประพาสไทรโยคและรับราชทูตโปรตุเกส แล้วก็ไม่ได้เสด็จไปประทับอีกตลอดรัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ก็ไม่ทรงโปรดและมิได้เสด็จไปประพาสเลย พระราชวังนี้จึงถูกทิ้งร้างอยู่ตลอดรัชกาล

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๗ ตัวพระที่นั่งต่าง ๆ ชำรุดทรุดโทรมมาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริเห็นว่า ถ้าจะคงรักษาไว้เป็นพระราชวังต่อไปอีก จะทำให้สิ้นเปลืองพระราชทรัพย์ในการซ่อมแซมรักษามาก ทั้งมิได้ตั้งพระราชหฤทัยจะเสด็จไปประพาสอีกด้วย พระราชวังนี้จึงถูกทอดทิ้งให้รกร้างเป็นวังร้าง มิได้ทำการซ่อมแซมใด ๆ เลย ได้มีต้นไม้นานาชนิดขึ้นปกคลุมจนกลายสภาพเป็นป่ารกชัฏเป็นที่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด

มูลเหตุ การสร้างวัดเขาวัง

สภาพของเขาวังได้กลายสภาพเป็นป่ารกชัฏ มีต้นไม้และเถาวัลย์น้อยใหญ่ขึ้นปกคลุมและเป็นที่อาศัยของสัตว์นานาชนิด เป็นวังร้างตลอดมา เป็นเวลา ๔๐ ปีเศษ คงเหลือแต่ซากท้องพระโรงและพระตำหนักที่บรรทมมีลักษณะปรักหักพังมาก แต่ยังมีหลังคาพอที่จะเป็นที่อาศัยได้บ้าง ส่วนบานประตู หน้าต่าง และพื้นไม่มีเพราะถูกรื้อถอนไปหมด

จวบจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๖๗   พระครูพรหมสมาจารและพระครูภาวนานิเทศก์ ได้เดินทางโดยปฏิบัติธุดงควัตร มาถึง ณ เขาวังแห่งนี้ และเห็นว่าเป็นสถานที่อันสงัด เหมาะเป็นที่พำนักบำเพ็ญสมณธรรมเป็นอย่างยิ่ง จึงได้พักแรมเพื่อปฏิบัติธุดงควัตร บำเพ็ญสมณธรรมเป็นการชั่วคราว และได้ถือเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมถาวรนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๗ เป็นต้นมา

เมื่อท่านทั้งสองได้พบพระราชวังร้างชำรุดทรุดโทรมเพราะภัยธรรมชาติ ทั้งพระตำหนักที่บรรทมและท้องพระโรงเก่าก็อยู่ในสภาพที่ปรักหักพังน่าสังเวชสลดใจจึงคิดที่จะบูรณะขึ้นใหม่ ในระหว่างนั้น ท่านได้พักอาศัยบำเพ็ญสมถะวิปัสสนาอยู่ที่โคนต้นไม้ใหญ่ ได้มีชาวบ้านในละแวกนั้นศรัทธาเลื่อมใสเป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๑ พระครูพรหมสมาจารได้มอบหมายให้หลวงสวรรค์เทพกิจ คหบดีของเมืองราชบุรี กับพระยาอรรถกวีสุนทร ข้าหลวงประจำจังหวัดราชบุรีทำการยื่นเรื่องขอพระราชทานพระราชวังกับภูเขาสัตตนาถให้เป็นที่ธรณีสงฆ์เหมือนดังเดิม โดยผ่านทางกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงมหาดไทยได้ปรึกษากับกระทรวงธรรมการ ซึ่งกระทรวงธรรมการได้แจ้งว่า ทางฝ่ายคณะสงฆ์พอใจรับ จึงได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗   และได้ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชอุทิศให้เป็นที่ธรณีสงฆ์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงอนุโมทนาประทานแก่ชนทั้งปวง เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๒   และได้ลงในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๔๖ หน้า ๒๑๘   วันที่ ๒๒   เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๒

ภายหลังจากได้รับพระราชทานพระราชวังและภูเขาสัตตนาถแล้ว พระครูพรหมสมาจารจึงได้ทำการรื้อพระราชวังที่ประทับเฉพาะส่วนที่ชำรุดทรุดโทรม แล้วต่อเติมกำแพงผนังโดยเสริมคอนกรีตจากกำแพงผนังพระราชวังเดิม สร้างเป็นพระอุโบสถ โดยเทคอนกรีตทั้งหลัง มุงด้วยกระเบื้องเคลือบอย่างดี ติดช่อฟ้า ใบระกา ลงรักปิดทอง ติดกระจก โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๓ และดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งในการนี้เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงตั้งชื่อวัดนี้ว่า “วัดเขาวัง”

เมื่อท่านพระครูพรหมสมาจาร ได้มาอาศัยเขาวังเป็นที่พำนักบำเพ็ญสมณธรรมแล้ว ก็ได้พยายามก่อสร้างและอบรมสั่งสอนประชาชนซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียง ปลูกศรัทธา ความเชื่อ ปสาทะ ความเลื่อมใส ให้เกิดขึ้นในหมู่ทายกทายิกาและประชาชนทั่วไป ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ตัวท้องพระโรงเก่า ให้มีสภาพเป็นสถานที่พอที่จะบำเพ็ญกุศลได้ และได้ดัดแปลงตัวพระตำหนักที่บรรทมให้เป็นพระอุโบสถ เพื่อเป็นสถานที่ใช้กระทำสังฆกรรมต่าง ๆ โดยอาศัยกำลังแรงงานและทุนทรัพย์จากผู้มีจิตศรัทธาได้บริจาคในการก่อสร้าง บูรณปฏิสังขรณ์ เพิ่มเติม ตกแต่ง   ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม จนเป็นอารามที่เป็นรมณียสถาน เป็นที่ทัศนาจรและทัศนศึกษาของประชาชนทั่ว ๆ ไปตราบเท่าจนถึงปัจจุบันนี้

วัดเขาวัง เป็นวัดที่ได้พัฒนาตัวเอง ด้วยการก่อร่างสร้างตัวด้วยทุนทรัพย์ของพุทธศาสนิกชน ผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา กอปรด้วยความสามารถของท่านเจ้าอาวาสทั้ง ๒ ท่าน คือ ท่านพระครูพรหมสมาจาร ปฐมเจ้าอาวาส และท่านพระครูภาวนานิเทศก์ เจ้าอาวาสรูปที่ ๒ ได้พัฒนาจากวัดป่าที่จากเดิมไม่มีถาวรวัตถุมากนัก และปราศจากผู้คนเข้าไปอยู่อาศัย มีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นปกคลุมอยู่มากมาย ให้กลับกลายมาเป็นสถานที่รื่นรมย์ เป็นที่เหมาะสมสำหรับประพฤติบำเพ็ญธรรมของเหล่าภิกษุ สามเณร อุบาสก และอุบาสิกาทั้งหลาย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของนักทัศนาจรผู้ที่รักความเงียบสงบเข้ามาแสวงหาความสุขทางใจ

และด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ วัดเขาวังได้รับเกียรติคุณอันสูงสุด คือ ได้รับประทานพัดพัฒนาและประกาศนียบัตร จากองค์สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกว่า เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง จึงนับว่าเป็นศุภนิมิตอันดียิ่งที่แสดงว่า วัดเขาวังจะมีความเจริญรุ่งเรืองต่อไปในอนาคต เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวนานต่อไปชั่วกัลปาวสาน
รายงานข่าวคราวที่น่าสนใจ 
ไปที่ไหนก็มีรูปมาฝาก 
นี่คืองานของผม ^_^

ออฟไลน์ Great_user

  • PR ประจำหมู่บ้าน
  • **
  • กระทู้: 1,292
  • ผมเป็นคนเล่นของครับ
Re: ทัศนาเมืองราชบุรี : วัดเขาวัง
« ตอบ #4 เมื่อ: 2012-06-05, 21:52:57 »
วัดอยู่บนเขา แต่เขาก็ไม่ได้สูงมาก มีถนนให้รถขับขึ้นไปได้ หรือจะเดินเท้าขึ้นไปก็ได้ครับ

เริ่มจากภาพแรก พระอุโบสถที่สร้า้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 ปกติไม่ได้ให้ประชาชนเข้าไปในพระอุโบสถนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 2012-06-05, 21:57:37 โดย Great_user »
รายงานข่าวคราวที่น่าสนใจ 
ไปที่ไหนก็มีรูปมาฝาก 
นี่คืองานของผม ^_^

ออฟไลน์ Great_user

  • PR ประจำหมู่บ้าน
  • **
  • กระทู้: 1,292
  • ผมเป็นคนเล่นของครับ
Re: ทัศนาเมืองราชบุรี : วัดเขาวัง
« ตอบ #5 เมื่อ: 2012-06-05, 22:24:52 »
ศาลาลอย เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาแลงเก่าแก่ที่เคยประดิษฐานอยู่ที่เชิงเขา ซึ่งบูรณะขึ้นมาใหม่และอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนศาลาลอยเมื่อปี พ.ศ.2533

ตอนที่ผมและเพื่อนๆ ไปเป็นเด็กวัด ขัดส้วม กวาดลานวัด กินข้าวและขนมที่พระและแม่ชีแบ่งให้ (แม้จะอยู่แค่ 2 วัน 1 คืน เพราะครูให้ไปทำกิจกรรมพิเศษ ม.3) และไปปฏิบัติธรรม(ม.4) ก็ต้องมาจุดธูปเทียนไหว้พระที่ศาลาลอยกันก่อน และถือโอกาสไหว้บอกเจ้าที่เจ้าทางในวัดด้วย

รายงานข่าวคราวที่น่าสนใจ 
ไปที่ไหนก็มีรูปมาฝาก 
นี่คืองานของผม ^_^

ออฟไลน์ Great_user

  • PR ประจำหมู่บ้าน
  • **
  • กระทู้: 1,292
  • ผมเป็นคนเล่นของครับ
Re: ทัศนาเมืองราชบุรี : วัดเขาวัง
« ตอบ #6 เมื่อ: 2012-06-05, 22:26:34 »
พระเจดีย์

รายงานข่าวคราวที่น่าสนใจ 
ไปที่ไหนก็มีรูปมาฝาก 
นี่คืองานของผม ^_^

ออฟไลน์ Great_user

  • PR ประจำหมู่บ้าน
  • **
  • กระทู้: 1,292
  • ผมเป็นคนเล่นของครับ
Re: ทัศนาเมืองราชบุรี : วัดเขาวัง
« ตอบ #7 เมื่อ: 2012-06-07, 22:46:00 »
นี่คือ ท้องพระโรง ที่เคยเป็นสถานที่ที่รัชกาลที่ 5 เสด็จออกว่าราชการและต้อนรับราชทูตจากโปรตุเกส ปัจจุบันเป็นสถานที่ทำวัตรสวดมนต์ของแม่ชี คนทั่วไปสามารถเข้าไปสักการะพระพุทธรูปในท้องพระโรงได้ครับ
รายงานข่าวคราวที่น่าสนใจ 
ไปที่ไหนก็มีรูปมาฝาก 
นี่คืองานของผม ^_^

ออฟไลน์ Great_user

  • PR ประจำหมู่บ้าน
  • **
  • กระทู้: 1,292
  • ผมเป็นคนเล่นของครับ
Re: ทัศนาเมืองราชบุรี : วัดเขาวัง
« ตอบ #8 เมื่อ: 2012-06-07, 22:48:38 »
เมืองราชบุรีในมุมกว้าง ระยะไกล เมื่อมองจากบนเขา

รายงานข่าวคราวที่น่าสนใจ 
ไปที่ไหนก็มีรูปมาฝาก 
นี่คืองานของผม ^_^

ออฟไลน์ Great_user

  • PR ประจำหมู่บ้าน
  • **
  • กระทู้: 1,292
  • ผมเป็นคนเล่นของครับ
Re: ทัศนาเมืองราชบุรี : วัดเขาวัง
« ตอบ #9 เมื่อ: 2012-06-07, 23:02:36 »
ทั้งหมดนี้เป็นภาพบรรยากาศภายในวัดเขาวังที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัด เนื่องจากเป็นสถานที่จัดอบรม ปฏิบัติธรรมสำหรับตำรวจ แพทย์ พยาบาล นักเรียน นักศึกษาด้วยครับ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับชมครับ แม้ว่าจะมีภาพน้อย
  :yoyo-emoticon-3-014: :yoyo-emoticon-1-051:
รายงานข่าวคราวที่น่าสนใจ 
ไปที่ไหนก็มีรูปมาฝาก 
นี่คืองานของผม ^_^

ออฟไลน์ drcoin

  • กรรมการหมู่บ้าน
  • ***
  • กระทู้: 980
Re: ทัศนาเมืองราชบุรี : วัดเขาวัง
« ตอบ #10 เมื่อ: 2012-06-08, 07:20:51 »


เคยดูสารคดีเกี่ยวกับวัดนี้ และ คลองดำเนินสะดวกเหมือนกัน กะว่าถ้ามีเวลาแวะราชบุรีนานๆ จะไปเที่ยวซักครั้ง

ขอบคุณมากนะครับ น้องเกรท

ออฟไลน์ พี่พา

  • กรรมการหมู่บ้าน
  • ***
  • กระทู้: 1,811
Re: ทัศนาเมืองราชบุรี : วัดเขาวัง
« ตอบ #11 เมื่อ: 2012-06-12, 16:36:51 »
  ว่าง ๆ ก็มาแบ่งกันชมอีกนะคะน้องเกรท :yoyo-emoticon-2-011:
เรียนรู้ตัวเองให้มากๆ.  แล้วเธอจะเข้าใจคนอื่น